• กระทรวงสาธารณสุข

Developed in conjunction with Ext-Joom.com

01716467
วันนี้
เมื่อวานนี้
สัปดาห์นี้
Last Week
เดือนนี้
Last Month
รวมทั้งหมด
375
188
563
721470
9368
12490
1716467
2020-10-26 13:51
   

โดย เสมอ กาฬภักดี

การอุทธรณ์ เป็นกระบวนการให้ความเป็นธรรมแก่ข้าราชการพลเรือนสามัญตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.๒๕๕๑ หมวด และขณะนี้คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) ได้ออกกฎ ก.พ.ค.ว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ พ.ศ.๒๕๕๑ ประกาศบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๑  สรุปดังนี้                                                                                                              

อุทธรณ์ คือ อะไร

               การอุทธรณ์ หมายถึง การที่ผู้ถูกลงโทษทางวินัยและถูกสั่งให้ออกจากราชการ ร้องขอให้ผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ได้ยกเรื่องขึ้นพิจารณาใหม่เพื่อให้เป็นไปทางที่เป็นคุณแก่ตน

 กรณีที่มีสิทธิอุทธรณ์ มีอย่างใดบ้าง

              พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.๒๕๕๑มาตรา ๑๑๔ บัญญัติว่า “ ผู้ใดถูกสั่งลงโทษตามพระราชบัญญัตินี้หรือถูกสั่งให้ออกจากราชการตามมาตรา ๑๑๐ (๑) (๓) (๕) (๖) (๗) และ (๘) ผู้นั้นมีสิทธิอุทธรณ์ต่อ ก.พ.ค.ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบหรือถือว่าทราบคำสั่ง...”   ดังนั้น  กรณีที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์ได้ จึงมี ๒ กรณี คือ  

               ๑. กรณีถูกสั่งลงโทษทางวินัย ๕ สถาน คือ ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน ลดเงินเดือน (หรือลดขั้นเงินเดือนตามกฎหมายเดิม) ปลดออก และไล่ออก  ส่วนการว่ากล่าวตักเตือน หรือทัณฑ์บนเป็นหนังสือ นั้น ไม่ใช่โทษทางวินัย จึงไม่สามารถที่จะอุทธรณ์ได้ แต่อาจร้องทุกข์ได้

                ๒. กรณีถูกสั่งให้ออกจากราชการตามมาตรา ๑๑๐ (๑) (๓) (๕) (๖) (๗) และ (๘) สรุปรวม ๖ ประการ คือ

                    (๑) เจ็บป่วยจนไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ราชการได้โดยสม่ำเสมอ

                    (๒) ขาดคุณสมบัติทั่วไปหรือมีลักษณะต้องห้ามการจะเข้ารับราชการเพราะเหตุที่ ไม่มีสัญ ชาติไทย ไม่เลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  ดำรงตำแหน่งการเมือง  ถูกสั่งพักราชการหรือให้ออกจากราชการไว้ก่อน  เป็นบุคคลล้มละลาย  และเคยต้องรับโทษถึงที่สุดให้จำคุกคดีอาญา (ยกเว้นกระทำโดยประมาทหรือลหุโทษ)

                    (๓) ไม่สามารถปฏิบัติราชการให้มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลในระดับอันเป็นที่พอใจของทางราชการ

                    (๔)  หย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการบกพร่องในหน้าที่ราชการ หรือประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ราชการถ้าให้ผู้นั้นรับราชการต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ

                     (๕) มีมลทินหรือมัวหมองในกรณีที่ถูกสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง ถ้าให้รับราชการต่อไป   จะเป็นการเสียหายแก่ราชการ

                    (๖) ต้องรับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษหรือต้องรับโทษจำคุกโดยคำสั่งของศาลซึ่งยังไม่ถึงกับจะต้องถูกลงโทษปลดออกหรือไล่ออก

ผู้ที่จะยื่นอุทธรณ์ได้ มี ใครบ้าง

                พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.๒๕๕๑มาตรา ๑๑๔ และ กฎ ก.พ.ค.ได้กำหนดตัวผู้มีสิทธิอุทธรณ์และผู้ทำการอุทธรณ์แทน ไว้ดังนี้

                 ๑. ผู้ที่ถูกสั่งลงโทษทางวินัย

  ๒. ผู้ที่ถูกสั่งให้ออกจากราชการตามมาตรา ๑๑๐ (๑) (๓) (๕) (๖) (๗) และ (๘)

                 ๓. ทายาทผู้มีสิทธิรับบำเหน็จตกทอด ของบุคคลตามข้อ ๑ และข้อ ๒ กรณีที่บุคคลดังกล่าวถึงแก่ความตายก่อนที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์

                 ๔. ผู้รับมอบหมาย จากผู้มีสิทธิอุทธรณ์ตามข้อ ๑ ข้อ ๒ และข้อ ๓ โดยจะมอบหมายให้ทนายความหรือบุคคลอื่นซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วทำการอุทธรณ์แทนได้ ด้วยเหตุจำเป็นอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้

                     (๑) เจ็บป่วยจนไม่สามารถอุทธรณ์ด้วยตนเองได้

                     (๒) อยู่ในต่างประเทศและคาดหมายได้ว่าไม่อาจอุทธรณ์ด้วยตนเองได้ทันเวลาที่กำหนด

                     (๓) มีเหตุจำเป็นอย่างอื่นที่ ก.พ.ค. หรือองค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์เห็นสมควร

หนังสืออุทธรณ์ต้องทำอย่างใดและส่งอะไรบ้าง

                 ๑. การอุทธรณ์ต้องทำเป็นหนังสือถึงประธาน ก.พ.ค.โดยใช้ถ้อยคำสุภาพและมีสาระสำคัญ ดังต่อไปนี้

                      (๑) ชื่อตำแหน่ง สังกัด และที่อยู่สำหรับการติดต่อเกี่ยวกับการอุทธรณ์ของผู้อุทธรณ์

                      (๒) คำสั่งที่เป็นเหตุแห่งการอุทธรณ์ และวันที่รับทราบคำสั่ง

                      (๓) ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ผู้อุทธรณ์ยกขึ้นเป็นข้อคัดค้านคำสั่งที่เป็นเหตุแห่งการอุทธรณ์

                      (๔) คำขอของผู้อุทธรณ์

                      (๕) ลายมือชื่อของผู้อุทธรณ์

                   ๒. นอกจากหนังสืออุทธรณ์แล้ว จะต้องจัดทำสำเนาหนังสืออุทธรณ์ ๑ ฉบับ และสำเนาพยานหลักฐานที่ผู้อุทธรณ์รับรองสำเนาถูกต้อง ยื่นไปพร้อมกับหนังสืออุทธรณ์ด้วย กรณีที่ไม่อาจแนบพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องได้เพราะพยานหลักฐานอยู่ในความครอบครองของหน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่

ของรัฐหรือบุคคลอื่นหรือเพราะเหตุอื่นใด ให้ระบุเหตุที่ไม่อาจแนบพยานหลักฐานไว้ด้วย และถ้ามีการมอบหมายให้ดำเนินการแทน ก็ให้แนบหนังสือมอบหมายไปพร้อมหนังสืออุทธรณ์ด้วย

                     กำหนดเวลาในการยื่นอุทธรณ์

                     การอุทธรณ์ต้องยื่นภายในกำหนดระยะเวลา ดังนี้

                     (๑) ๓๐ วันนับแต่วันทราบหรือถือว่าทราบคำสั่งที่เป็นเหตุแห่งการอุทธรณ์ สำหรับกรณีผู้ที่ถูกสั่งลงโทษทางวินัยและถูกสั่งให้ออกจากราชการด้วยเหตุ ๖ กรณีดังกล่าว

                     (๒) ๙๐ วัน นับแต่วันทราบหรือถือว่าทราบคำสั่งที่เป็นเหตุแห่งการอุทธรณ์ หรือ ๑ ปี นับแต่วันที่ผู้ถูกสั่งหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการถึงแก่ความตาย สำหรับกรณีที่ทายาทผู้มีสิทธิรับบำเหน็จตกทอด เป็นผู้ที่ใช้สิทธิอุทธรณ์

                     ยื่นอุทธรณ์ที่ไหน

                     การยื่นหนังสืออุทธรณ์ ทำได้ ๒ วิธี คือ

                     ๑. ยื่นต่อพนักงานผู้รับอุทธรณ์ที่สำนักงาน ก.พ.

                     ๒. ส่งหนังสืออุทธรณ์ทางไปรษณีย์ลงทะเบียน โดยถือวันที่ที่ทำการไปรษณีย์ต้นทาง ประทับตรารับที่ซองหนังสืออุทธรณ์เป็นวันยื่นหนังสืออุทธรณ์

      กระบวนการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์

สำหรับกระบวนการพิจารณาและวินิจฉัยอุทธรณ์ นั้น มีการดำเนินการคล้ายกันกับศาล

ปกครองชั้นต้น กล่าวคือ

   ๑. ตรวจคำอุทธรณ์ในเบื้องต้น ถ้าคำอุทธรณ์ไม่สมบูรณ์ครบถ้วนก็จะมีการแนะนำให้นำไป

แก้ไข  ถ้าสมบูรณ์ ก็จะเสนอให้ประธาน ก.พ.ค. พิจารณาดำเนินการต่อไป

                      ๒. ก.พ.ค. ตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ และตั้งนิติกรผู้แถลง รวมทั้งแจ้งคำสั่งตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ไปให้ผู้อุทธรณ์ทราบ และผู้อุทธรณ์อาจยื่นคำคัดค้านกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ได้

                      ๓. คณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ และหรือ ก.พ.ค. พิจารณาวินิจฉัยว่าอุทธรณ์นั้นอาจรับไว้พิจารณาได้หรือไม่ ถ้าเป็นอุทธรณ์ที่พิจารณาได้ ประธาน ก.พ.ค. ก็จะจ่ายสำนวนให้กับองค์คณะวินิจฉัย (ก.พ.ค.หรือคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์) จากนั้นก็จะมีการแต่งตั้ง็กกรรมการเจ้าของสำนวนเป็นผู้รับผิดชอบ  

                      ๔. กรณีที่กรรมการเจ้าของสำนวน เห็นว่าเป็นอุทธรณ์ที่สมบูรณ์ครบถ้วน ก็จะสั่งให้คู่กรณีในอุทธรณ์ (ผู้สั่งลงโทษหรือสั่งให้ออกจากราชการ) ทำคำแก้อุทธรณ์ส่งมาให้ จากนั้นก็ส่งสำเนาคำแก้อุทธรณ์พร้อมทั้งสำเนาพยานหลักฐานไปให้ผู้อุทธรณ์เพื่อให้ผู้อุทธรณ์คัดค้านหรือยอมรับคำแก้อุทธรณ์  ถ้าผู้อุทธรณ์ประสงค์จะคัดค้านคำแก้อุทธรณ์ก็ให้ส่งคำคัดค้านคำแก้อุทธรณ์ หากไม่ประสงค์ที่จะคัดค้านและต้องการให้พิจารณาอุทธรณ์ต่อไป ผู้อุทธรณ์จะต้องแจ้งไปให้ทราบด้วย จากนั้นก็จะส่งคำคัดค้านคำแก้อุทธรณ์ไปให้คู่กรณีในอุทธรณ์ (ผู้สั่งลงโทษหรือสั่งให้ออกจากราชการ) ทำคำแก้อุทธรณ์เพิ่มเติมส่งให้อีกครั้งหนึ่ง

                       ๕. กรณีกรรมการเจ้าของสำนวนเห็นว่ามีข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะพิจารณาหรือมีคำวินิจฉัยชี้ขาดได้แล้ว ก็จะจัดทำบันทึกสรุปสำนวนพร้อมเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวกับการพิจารณาเรื่องนี้ทั้งหมดเสนอต่อองค์คณะวินิจฉัย โดยองค์คณะวินิจฉัยยังมีอำนาจที่แสวงหาข้อเท็จจริงได้อีก และเมื่อได้ข้อเท็จจริงเพียงพอแล้ว กรรมการเจ้าของสำนวนก็จะจัดทำบันทึกสรุปสำนวนและเอกสาร ส่งให้กับองค์คณะวินิจฉัย และส่งให้คู่กรณีทั้งสองฝ่ายทราบด้วย

                        ๖. องค์คณะวินิจฉัย มีคำสั่งกำหนดวันสิ้นสุดการแสวงหาข้อเท็จจริงและให้แจ้งคู่กรณีทั้งสองฝ่ายทราบล่วงหน้าพร้อมกับส่งสรุปสำนวนไปให้นิติกรผู้แถลง (ถ้ามี) จัดทำคำแถลง

                       ๗.  องค์คณะวินิจฉัยกำหนดวันนั่งพิจารณาอุทธรณ์ครั้งแรกแจ้งให้คู่กรณีทราบล่วงหน้า และ    ในวันนั่งพิจารณาอุทธรณ์ครั้งแรกหากคู่กรณีประสงค์จะยื่นคำแถลงสรุปอุทธรณ์หรือคำแก้อุทธรณ์ของตนเป็นหนังสือให้ยื่นคำแถลงเป็นหนังสือก่อนวันนั่งพิจารณาอุทธรณ์หรืออย่างช้าที่สุดในระหว่างการนั่งพิจารณาอุทธรณ์และคู่กรณีมีสิทธินำพยานหลักฐานมาสืบประกอบคำแถลงที่ยื่นไว้ได้

                       ๘. ในการนั่งพิจารณาอุทธรณ์ครั้งแรก กรรมการเจ้าของสำนวนจะเสนอสรุปข้อเท็จจริงและประเด็นแล้ว ให้คู่กรณีแถลงด้วยวาจาประกอบคำแถลงเป็นหนังสือที่ได้ยื่นไว้  อนึ่ง ในวันนั่งพิจารณาอุทธรณ์ คู่กรณีจะไม่มาก็ได้ เมื่อเสร็จสิ้นการแถลงและการนำพยานหลักฐานมาสืบประกอบคำแถลงของคู่กรณีแล้ว  นิติกรผู้แถลงจะชี้แจงด้วยวาจาต่อองค์คณะวินิจฉัยเพื่อประกอบคำแถลงการณ์เป็นหนังสือที่ได้เสนอไว้แล้ว

         ๙. องค์คณะวินิจฉัย ประชุมปรึกษาเพื่อพิจารณาวินิจฉัย  กรณีที่คณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์เป็นองค์คณะวินิจฉัยให้เสนอให้ ก.พ.ค.พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์อีกครั้งหนึ่ง และเมื่อได้มีการวินิจฉัยอุทธรณ์แล้วให้แจ้งให้คู่กรณีทั้งสองฝ่ายทราบโดยเร็ว

ผลการวินิจฉัยอุทธรณ์จะเป็นอย่างใด

 การพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ขององค์คณะ นั้น มีทั้งกรณีที่วินิจฉัยว่าไม่รับหรือรับอุทธรณ์ไว้พิจารณา รวมทั้งกรณีที่ได้รับเรื่องไว้พิจารณาแล้วผลสุดท้ายอาจมีคำวินิจฉัย  ดังนี้

               ก. กรณีอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย

                     (๑) ถ้าเห็นว่าการสั่งลงโทษดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายและระดับโทษเหมาะสมแล้ว ให้มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์

                     (๒) ถ้าเห็นว่าการสั่งลงโทษดำเนินการไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ให้มีคำวินิจฉัยให้ยกเลิกคำสั่ง และให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการเสียใหม่ให้ถูกต้อง

                     (๓) ถ้าเห็นว่าการดำเนินการทางวินัยถูกต้องตามกฎหมายและผู้อุทธรณ์ควรได้รับโทษเบาลง ให้มีคำวินิจฉัยให้ลดโทษเป็นสถานโทษหรืออัตราโทษที่เบาลง แต่ถ้าเห็นว่าผู้อุทธรณ์กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง จะลดโทษต่ำกว่าปลดออกไม่ได้

                      (๔) ถ้าเห็นว่าการดำเนินการทางวินัยถูกต้องตามกฎหมาย และเห็นว่าการกระทำของผู้อุทธรณ์ไม่เป็นความผิดทางวินัย หรือพยานหลักฐานยังฟังไม่ได้ว่าผู้อุทธรณ์กระทำผิดวินัย ให้มีคำวินิจฉัยให้ยกโทษ

                       (๕) ถ้าเห็นว่าข้อความในคำสั่งลงโทษไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสม ให้มีคำวินิจฉัยให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความให้เป็นการถูกต้องเหมาะสม

               ข. กรณีอุทธรณ์คำสั่งให้ออกจากราชการ

                    (๑) ถ้าเห็นว่าการสั่งให้ออกจากราชการได้ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายและเหมาะสมแก่กรณีแล้ว ให้มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์

                   (๒) ถ้าเห็นว่าการสั่งให้ออกจากราชการได้ดำเนินการไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ให้มีคำวินิจฉัยให้ยกเลิกคำสั่งและให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการเสียใหม่ให้ถูกต้อง

ผู้อุทธรณ์มีสิทธิอย่างไรบ้าง

               ๑.  ผู้อุทธรณ์อาจถอนอุทธรณ์ที่ได้ยื่นไว้ในเวลาใดๆก่อนที่องค์คณะมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์นั้นก็ได้

               ๒. มีสิทธิคัดค้านผู้ได้รับการตั้งเป็นกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ โดยทำเป็นหนังสือยื่นต่อประธาน ก.พ.ค. ภายใน ๗ วันนับแต่วันรับทราบคำสั่งตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ โดยยื่นก่อนที่จะมีการพิจารณาอุทธรณ์  สำหรับเหตุในการคัดค้านมีดังนี้

                    (๑) รู้เห็นเหตุการณ์ในการกระทำผิดวินัยที่ผู้อุทธรณ์ถูกลงโทษหรือการกระทำที่ผู้อุทธรณ์ถูกสั่งให้ออกจากราชการ

                    (๒) มีส่วนได้เสียในการกระทำผิดวินัยที่ผู้อุทธรณ์ถูกลงโทษหรือการกระทำที่ผู้อุทธรณ์ถูกสั่งให้ออกจากราชการ

                    (๓) มีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้อุทธรณ์

                    (๔) เป็นผู้กล่าวหา หรือเป็นหรือเคยเป็นผู้บังคับบัญชาผู้สั่งลงโทษหรือสั่งให้ออกจากราชการ

                    (๕) เป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินการทางวินัยหรือการสั่งให้ออกจากราชการที่ผู้อุทธรณ์ถูกลงโทษหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการ

                    (๖) มีความเกี่ยวพันทางเครือญาติหรือทางการสมรสกับบุคคลตาม (๑)-(๔) อันอาจก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่ผู้อุทธรณ์

                   ๓.กรณีที่ผู้อุทธรณ์ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของ ก.พ.ค. มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองสูงสุดภายใน ๙๐ วัน  นับแต่วันที่ทราบหรือถือว่าทราบคำวินิจฉัยของ ก.พ.ค.

      การอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.๒๕๕๑ และ กฎ ก.พ.ค.ดังกล่าว  จำเป็นอย่างยิ่งที่ข้าราชการทุกคน จะต้องศึกษาเรื่องดังกล่าวให้เข้าใจ  เพราะว่าถ้าหากต้องการจะใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองเกี่ยวกับเรื่องนี้ จะต้อง ทำการอุทธรณ์เสียก่อนที่จะนำเรื่องไปฟ้องคดีต่อศาล  ไม่เช่นนั้นแล้วศาลก็จะสั่งจำหน่ายคดีองท่านออกจากสารบบความ.

   

ตัวอย่างการกระทำผิดทางวินัย

   

หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  

   
ตุลาคม 2020
พฤ อา
28 29 30 1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31 1
   

Image Gallery